Why Phonics?
      การสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ยังคงใช้ระบบให้นักเรียนท่องจำคำศัพท์และอ่านออกเสียงพยัญชนะและสระในแต่ละคำตามครูผู้สอน ซึ่งหากครูผู้สอนขาดทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่ถูกต้องย่อมทำให้ผู้เรียนจำวิธีการออกเสียงไปใช้อย่างคลาดเคลื่อน ทำให้ประสบปัญหาในด้านการสื่อสารผู้ฟังซึ่งเป็นเจ้าของภาษาก็ไม่สามารถเข้าใจคำพูดและประโยคที่เราต้องการสื่อสารได้ เนื่องจากการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนไปจากเจ้าของภาษา ส่งผลให้เด็กไทยและคนไทยเกิดความไม่มั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษนั่นเอง

     ระบบ Phonics สอนให้เด็กรู้จักเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษรไม่ได้ให้อ่านตามชื่อตัวอักษรเท่านั้น... ในระบบปกติเด็กๆ จะถูกสอนให้อ่าน A=เอ, B=บี , C=ซีแต่เมื่อเรียนตามระบบ Phonics จะอ่านออกเสียง A=แอะ, B=เบอะ, C=เคอะดังนั้นเวลาผสมคำว่า CAT จะต้องสะกด "เคอะ-แอะ-เทอะ=แคท" ไม่ใช่ "ซี-เอ-ที=แคท" ซึ่งทำให้เด็กสามารถอ่านหรือสะกดคำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำคำศัพท์ (เช่น "ซี-เอ-ที-แคท-แปลว่าแมว") แต่เป็นการอ่านจากความเข้าใจในระบบการออกเสียงที่ถูกต้องตามหลัก Phonicsเราเคยสังเกตหรือไม่ว่า ตัวอักษร C ออกเสียงอย่างไรในเวลาใช้ตัว C ในการผสมคำต่างๆ เช่น CAT, COOK, CUP หากออกเสียงตามชื่อเรียกตัวอักษร "ซี" เราจะไม่สามารถออกเสียงเป็นคำว่า "แคท" ได้เลย (น่าจะเป็นเสียง "แซด" เสียมากกว่า) ฉะนั้นตามที่เราเรียนมาแบบดั้งเดิมจึงเป็นเพียงการสอนให้จำเสียงของคำที่เราได้ยินจากการเรียกชื่อตัวอักษรเท่านั้นและนั่นหมายความว่าเราไม่เคยรู้จักเสียงที่แท้จริงของตัวอักษรหรือสามารถออกเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษรนั้นๆเลย

     การถอดรหัสเสียงในระบบ Phonics จะช่วยสร้างความเข้าใจในการออกเสียงหรือผสมคำในภาษาอังกฤษซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักตัวอักษรและคำศัพท์โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำแม้แต่คำที่เราไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อนได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนเช่นเดียวกับเจ้าของภาษา ขณะที่เด็กที่ผ่านการเรียนแบบท่องจำมาตลอดจะรู้จักเฉพาะคำศัพท์ที่ท่องมาเท่านั้น ที่สำคัญระบบการเรียนแบบโฟนิกส์นั้นมีความสัมพันธ์กับการเรียนภาษาอังกฤษในทุกๆ ทักษะ ไม่ว่าจะเป็นฟัง พูด อ่าน เขียนหรือสะกดคำ จะเห็นได้ว่าเมื่อเด็กสามารถแยกแยะหน่วยเสียงได้จะทำให้ฟังได้ง่ายขึ้นเมื่อฟังเจ้าของภาษาพูดหรือสนทนา (Listening) และเมื่อเข้าใจที่พูดก็จะสามารถโต้ตอบได้ (Speaking) และเมื่อพบคำใหม่ก็จะใช้หลักแยกแยะหน่วยเสียงอ่านได้ (Reading) ซึ่งเมื่อสามารถอ่านได้ก็จะสามารถเขียนคำตามที่อ่านได้ (Spelling และ Writing) นั่นเอง

      สิ่งสำคัญของการเรียนระบบ Phonics แท้จริงแล้วไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การออกเสียงเท่านั้นแต่ยังสร้างความสามารถในด้านการผสมเสียงและสะกดคำเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสู่ทักษะการอ่านจับใจขั้นสูงและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้เร็วยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้เด็กที่เรียนในระบบนี้รักการอ่านและการเขียนซึ่งนับเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเปิดโลกใบนี้ให้กว้างขึ้นโดยไม่ถูกจำกัดขอบเขตของการเรียนรู้อยู่ที่แหล่งความรู้ที่เป็นภาษาไทยเพียงอย่างเดียว

     การสอนระบบ Phonics (โฟนิคส์) คือ การสอนความสัมพันธ์ของเสียงกับตัวอักษร และนำหลักการถอดรหัสคำมาใช้ เพื่อการอ่านเขียน สะกดคำต่างๆ ในภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ ตามลำดับขั้นตอน เพื่อให้สามารถอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน ด้วยความมั่นใจซึ่งในปัจจุบันนี้ กว่า 90% ของโรงเรียนในประเทศอังกฤษ และประเทศต่างๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษทั่วโลก ได้นำระบบ Phonics มาใช้เป็นแนวทางหลักในการสอนการอ่านเขียนและออกเสียงภาษาอังกฤษสำหรับเด็กวัยเรียนเนื่องจากมีผลการศึกษาวิจัยมากมายจากหลายประเทศสรุปว่า การเรียนการสอนในระบบ Phonics นี้เป็นวิธีที่ช่วยปูพื้นฐานด้านการอ่านเขียนที่มีประสิทธิภาพสูงในระยะยาวสำหรับการพัฒนาด้านการอ่านเขียนขั้นสูงต่อไปในอนาคตจึงได้นำระบบการสอนแบบโฟนิคส์นี้ มาใช้เพื่อพัฒนาทักษะสำคัญด้านการอ่าน เขียนออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างถูกวิธี เพื่อเด็กๆ ยุคใหม่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจเรามุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นเด็กไทยรักการอ่าน เห็นคุณค่าของการเรียนรู้และสามารถนำทักษะทางการอ่านเขียนภาษาอังกฤษนี้ไปพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ต่อไปในอนาคต

Engine by MAKEWEBEASY